งาน Net Day ฟัังอาจารย์มะนาวบรรยายมา สรุปเป็นข้อ ๆ

  1. การมีอยู่ของอินเตอร์เน็ตทำให้มีรูปแบบการนำเสนอข้อมูลแบบใหม่ ที่รวดเร็ว ราคาถูก และคงทนไม่สูญหาย
  2. เนื่องจากเนื้อหาคงทน การมีอยู่ของเนื้อหาจึงไม่เกี่ยวข้องกับเวลา มีเพียงปัจจุบันเท่านั้น ( Timeless )
  3. การเรียบเรียงข้อมูลจะต่างจากหนังสือ โดยจะเน้นเป็นข้อมูลสั้น ๆ เชื่อมโยงกันด้วยลิงก์ ผู้อ่านสามารถประติดประต่อเป็นเนื้อหาที่เขาสนใจได้
  4. ข้อมูลก็คือการเชื่อมโยงไปยังจุดต่อไป ไม่มีใครอยู่เว็บเดิมไปตลอด จะโดดจากที่ไปอีกที่
  5. ผู้ใช้มีวิธีรับสื่อแบบใหม่ด้วยการรวมสื่อเป็นแบบที่ตัวเองสนใจ โดย rss และ feed
  6. ทำให้การจัดการข้อมูล ที่จริง ๆ แล้วจะจัดยังไงก็ได้ให้คนอ่านรู้เรื่อง ต้องจัดเป็นแบบมาตรฐานให้ระบบอ่านรู้เรื่อง เพื่อที่ว่าการ Flow ของข้อมูลจะได้ราบรื่น
  7. ความสัมพันธ์ในอินเตอร์เน็ตด้วยตัวตนเสมือน ทำให้ผู้ใช้มีตัวตน ( MySpace , Facebook หรือ ตัวละครในเกม)
  8. "ถ้าแม่ไม่มีตัวตนใน MySpace ก็แสดงว่าแม่ไม่มีตัวตนอยู่ ผมไม่คุยด้วยหรอก" เด็กบางประเทศเป็นถึงขนาดนั้น
  9. อินเตอร์เน็ตเป็นสถานที่แห่งหนึ่งที่ทุกคนจะเข้าจากที่ไหนก็ได้ ทำให้ไม่มีความแตกต่างของเรื่องสถานที่
  10. มีตัวตนเสมือน มีสถานที่เสมือน ก็เป็นโลกเสมือนที่สามารถใช้ชีวิตอย่างจริงจังได้ตั้งแต่ตื่น

  อาจารย์ไม่ได้สรุปว่าสังคมแบบโลกเสมือนดีหรือไม่ดีอย่างไร ให้เป็นมุมมองความเชื่อของแต่ละคน

ในความเห็นของผม คิดว่าความสัมพันธ์แบบโลกเสมือนนี้ ไม่ว่าจะดำเนินไปดีเพียงใดก็ตาม แต่สุดท้ายแล้ว ความสัมพันธ์นั้นก็จะเชื่อมโยงมายังโลกความจริงอยู่ดี ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เช่น เพื่อผลประโยชน์, เพื่อความรู้ที่จะใช้ในชีวิตจริง, เพื่อหาคู่รัก เป็นต้น โลกจริงนั้นมีอยู่ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีโลกเสมือน แต่สำหรับโลกเสมือนแล้ว จุดสูงสุดของความสัมพันธ์เสมือนก็คือการได้พบกันตัวเป็นๆ ในโลกจริง

edit @ 19 Dec 2007 11:58:53 by wizard_est

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ถ้าแม่ไม่มีตัวตนใน MySpace ก็แสดงว่าแม่ไม่มีตัวตนอยู่ ผมไม่คุยด้วยหรอก"

ตอนขอเงินอย่ามาหาแม่ละกันเนอะ confused smile

ท่าทางอาจารย์จะเป็นอเมริกันไนซ์นะเนี่ย MySpace กับ Facebook คนไทยใช้น้อยนิดยังมีกล่าวถึง ไม่กล่าวถึง Hi5 ยอดฮิตของชาวไทยเลย หรือว่าแปลมาจากบทความอังกฤษ sad smile

#1 By mnop on 2007-12-19 12:18